การเลี้ยงปลาในนาข้าว

         เมืองไทยใหญ่อุดม ดินดีสม เป็นนาสวน ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว คำๆนี้ หลายท่านคงจะเคยได้ยินติดหูมากันตั้งแต่เด็กๆแต่ถ้าเป็นสมัยนี้อาจจะมีคำต่อมาอีกว่า เมื่อในนามีข้าวและมีน้ำ มันก็ต้องมีปลาในเวลาต่อมา จนเป็นที่มาของการเลี้ยงปลาในนาข้าว
การเกษตรแบบผสมผสานอย่าง ที่เราให้ความสนใจกันจริงๆแล้วในต่างจังหวัดตามชนบทเค้าทำกันมาตั้งแต่นานมา แล้วโดยอาจจะเป็นการตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามเพราะว่าการเลี้ยงปลาที่มีอยู่ อย่างธรรมชาติโดยไม่ต้องปล่อยปลาเพิ่มเติมเข้าไปแต่เนื่องด้วยปัจจุบันการ ใช้สารเคมีทำให้ปลาต่างๆก็หนีไปอาศัยตามต้นน้ำหรือแม่น้ำลำธารกันเกือบหมด เหลือแต่ปลาที่สามารถทนต่อสภาพน้ำที่มีสารเคมีไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยหรือสารกำกัด ศัตรูพืช อย่างเช่นปลาช่อน ปลาดุก เป็นต้น วันนี้การเลี้ยงปลาในนาข้าวจึงต้องเป็นการเลี้ยงที่ปล่อยพันธ์ปลาเพิ่มเข้าไปเรามาดูว่าเลี้ยงได้อย่างไรและมีผลกระทบอย่างไร
                สำหรับการเลี้ยงปลาในนาข้าวนั้น จะใช้ตาข่ายที่มีรูเล็กๆน้ำสามารถผ่านได้ตลอดวางกันตลอดรอบๆพื้นที่นาเพื่อ กันไม่ให้ปลาออกไปได้ จะทำการเลี้ยงในช่วงที่ข้าวกำลังตั้งท้องจนก่อนที่จะเก็บเกี่ยวข้าว สำหรับอาหารปลาเมื่อก่อนนั้นจะเป็นแบบธรรมชาติแต่เดี่ยวนี้ต้องให้อาหาร สำเร็จรูป อย่างอื่นก็ไม่ต้องทำไรอีกแค่ให้อาหารตามเวลา ง่ายสะดวกดีนะครับเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง
                ปัญหาที่พบหากว่าเราเลือกเลี้ยงปลาในนาข้าว เนื่องจากว่าช่วงหน้าฝนน้ำเยอะบางครั้งเกินขอบเขตตาข่ายที่เรากันไว้ทำให้ ปลาหลุดออกไปทำให้เกิดการขาดทุนได้ หรือไม่อย่างนั้นเราต้องจับปลาขายก่อนกำหนดทำให้เกิดการขาดทุนได้ นี่คือผลกระทบต่อผลผู้เลี้ยงปลาเองนะครับ แต่ยังมีผลกระทบต่อระบบนิเวศอีกด้วยเพราะปลาบางชนิดที่ท่านเลี้ยงไม่ได้เป็น ปลาประจำถิ่นและเป็นปลากินเนื้อหรือกินปลาขนาดเล็กหากอยู่ในพื้นที่ก็ไม่น่า จะมีปัญหาหากหลุดออกไปในระบบนิเวศแล้วจะมีผลกระทบอย่างมาก ปลาประจำถิ่นอาจจะสูญพันธ์ได้หลายคนอาจจะไม่รู้ข้อมูลเหล่านี้ ท่านลองสังเกตแหล่งน้ำใกล้บ้านท่านซิครับว่าเลาที่ท่านเคยเห็นเคยจับหายไป ไหนหมดทั้งๆที่ก็มีการจับปกติไม่ได้มากมายอะไรเลย แต่ก็อยากให้มองสองแบบนั่นคือสารเคมีทำให้ปลาตายหรืออพยพย้ายถิ่นอาศัย เนื่องจากสารเคมีทีใช้ในเรือกสวนไร่นาสุดท้ายก็ซึมลงใต้ดินหรือไหลหลากยาม หน้าฝนชะมาลงสู่แม่น้ำลำคลองนั่นเอง หรืออีกประเด็นที่กล่าวมาปลาชนิดใหม่ที่เป็นผู้ล่ามาแทนที่

 แล้วเราจะทำอย่างไร แนะนำให้เลี้ยงปลาในนาข้าวที่ เป็นปลาประจำถิ่นที่มีอยู่เดิม งดใช้วารเคมีในนาข้าว ใช้เกษตรอินทรีย์เข้ามาแทนที่เกษตรเคมี แค่นี้ก็สามารถลดปัญหาที่เกิดขึ้นได้เยอะมากแล้วแทบจะไม่ต้องทำอย่างอื่นเลย ผลผลิตที่ได้ก็มากกว่าเดิม ปลาก็แพร่พันธ์ออกไปตามธรรมชาติได้มากขึ้น ส่วนน้ำท่วมเป็นไปตามธรรมชาติต้องบริหารจัดการโดยทำฝายกันน้ำหรือเปลี่ยนทิศ ทางน้ำออกไปหลายสาขานอกจากลดปริมาณน้ำแล้วยังได้รับน้ำเข้านาข้าวอย่างทั่ว ถึง

เลี้ยงปลานิล ในนาข้าว
https://www.youtube.com/watch?v=haTNm61dBkc

ข้าวเหนียวเขี้ยวงู พันธุ์ดีจากเชียงราย

        ข้าวเหนียวเขียวงูเป็นพันธุ์ข้าวเหนียวที่มีคุณภาพดีและเป็นสายพันธุ์หนึ่ง ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และแหล่งเพาะปลูกส่วนใหญ่จะอยู่ที่ทางภาคเหนือของประเทศ มีการปลูกมากในจังหวัดเชียงราย สำหรับพันธุ์ที่ขายกันอยู่ทั่วไปในท้องตลาดจะเป็นข้าวเหนียวเขี้ยวงู พันธุ์ กข.6 ซึ่งได้รับการขัดสีให้มีขนาดของเม็ดที่เรียวยาวแหลมและมีสีขาวแตกต่างจาก ข้าวเหนียวพันธุ์อื่น จากผลการสำรวจของกรมการข้าวพบว่าในแต่ละปี ข้าวเหนียวเขี้ยวงูของจังหวัดเชียงรายได้มีการส่งให้กับพื้นที่ภาคกลางตกปี ละประมาณ 250-350 ล้านตัน และมีราคาตันละ 40,000 บาท ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้ถึงปีละ 10-15 ล้านบาท แต่ในปัจจุบันข้าวเหนียวเขี้ยวงูจะมีราคาที่ค่อนข้างสูงเนื่องจากต้องผ่าน ขั้นตอนการผลิตหลายขั้นตอน
            สำหรับตลาดส่วนใหญ่ที่รับซื้อข้าวเหนียวเขี้ยวงูจะมีจุดประสงค์ในการนำไปแปร รูปเป็นผลิตภัณฑ์ขนมหวาน เช่น ข้าวเหนียวมูน นอกจากนี้กรมการข้าวได้มีการลงนามข้อตกลงในการผลิตข้าวเหนียวเขี้ยวงูร่วม กับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ในการรับซื้อข้าวเหนียวเขี้ยวงูจากเกษตรผู้ผลิต โดยทางศูนย์วิจัยข้าวเชียงรายจะได้ทำการคัดเลือกเกษตรกรเพื่อทำการปลูกข้าว ในแปลงนาสาธิตจำนวน 10 ไร่ และทางกรมการข้าวยังมีแนวคิดที่จะจดทะเบียนให้ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเป็นข้าว GI อีกชนิดหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มว่าจะมีการส่งออกที่มากขึ้นในอนาคต สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับการเพาะปลูกข้าวเหนียวเขี้ยวงู สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย หมายเลขโทรศัพท์ 0 5372 1578 ในวันและเวลาราชการ

บ้านสวนพอเพียง


     บ้านหลังนี้มีการใช้งานพื้นที่และมีการจัดแจงพื้นที่ใช้สอยในการเพราะปลูกอย่างมีระบบดีมากๆ
ด้วยการจัดการพื้นที่และระบบแบบนี้ ทำให้มีรายได้จากการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ 4-5 พันบาท/เดือน หรือมากกว่า  ดูแล้วประทับใจเลยเอามาฝากครับ
มีกิจกรรม ได้แก่
1. ผักสวนครัวรั้วกินได้
2. แปลงผัก
3. บ่อเลี้ยงกุ้งฝอย
4.บ่อปลาดุก
5.พืชสวน
6.โรงปุ๋ยและผลิตอาหารสัตว์
7.โรงเพาะเห็ด
8.โรงเลี้ยงไก่
9.บ่อกบ
10.แปลงไม้ดอกไม้ประดับ  เป็นต้น

ความเสียสละอันยิ่งใหญ่

ทำไมคนไทยจึงรัก..ในหลวง
"เดิมพันของเรา"
ครั้งหนึ่ง เมื่อหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช กราบบังคมทูลถามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า
"เคยทรงเหนื่อย ทรงท้อบ้างหรือไม่"
ครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชกระแสตอบว่า
 ความจริงมันน่าท้อถอยหรอก
บางเรื่องมันน่าท้อถอย แต่ว่าฉันท้อไม่ได้ เพราะเดิมพันของเรานั้นสูงเหลือเกิน
เดิมพันของเรานั้น คือบ้านคือเมือง คือความสุขของคนไทยทั่วประเทศ

ข้อมูลจาก ไทยรัฐ ฉบับ5 ธ.ค.32
ราษฎรยังอยู่ได้"
ปีพุทธศักราช 2513 เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ที่จะเสด็จพระราชดำเนิน
ไปเยี่ยมราษฎรในตำบลหนึ่งของอำเภอเมืองพัทลุง อันเป็นแหล่งที่ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์
ปฏิบัติการรุนแรงที่สุดในภาคใต้เวลานั้น ด้วยความห่วงใยอย่างยิ่งล้น

ทางกระทรวงมหาดไทยได้กราบบังคมทูลขอให้ทรงรอให้สถานการณ์ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่เสียก่อน แต่คำตอบที่ทางกระทรวงมหาดไทยได้รับก็คือ 
ราษฎรเขาเสี่ยงภัยยิ่งกว่าเราหลายเท่า เพราะเขา
ต้องกินอยู่ที่นั่นเขายังอยู่ได้ แล้วเราจะขลาดแม้แต่จะไปเยี่ยมเยียนทุกข์สุขของเขาเชียวหรือ

ข้อมูลจากคำอภิปรายเรื่อง "พระบิดาประชาชน"
และมีอีกหนึ่งพระกระแสพระราชดำรัสที่เป็นคำตอบว่าเหตุใดจึงไม่อาจหยุดทรงงานได้
...คนเราจะอยู่สุขสบายแต่คนเดียวไม่ได้ ถ้าคนที่อยู่ล้อมรอบมีความทุกข์ยาก ควรต้องแบ่งเบาความทุกข์ยากของเขาบ้าง ตามกำลังและความสามารถเท่าที่จะทำได้!
ดอกไม้จากหัวใจ"
ที่นครพนม บนเส้นทางรับเสด็จตรงสามแยกชยางกูร-เรณูนคร บายวันที่ 13 พ.ย. 2498
อาณัติ บุนนาค หัวหน้าส่วนช่างภาพประจำพระองค์ ได้บันทึกภาพในวินาทีสำคัญที่กลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ภาพหนึ่งของประเทศ
ภาพที่พูดได้มากกว่าคำพูดหนึ่งล้านคำ
วันนั้นหลังจากทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารเสร็จสิ้นในช่วงเช้าแล้ว
ทั้ง 2 พระองค์ได้เสด็จฯ โดยรถยนต์พระที่นั่งกลับไปประทับแรม ณ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม
ราษฎรที่รู้ข่าวก็พากันอุ้มลูก จูงหลานหอบกันมารับเสด็จที่ริมถนนอย่างเนืองแน่น
ดังเช่นครอบครัวจันท์นิตย์ ที่ลูกหลายช่วยกันนำ แม่ตุ้ม จันทนิตย์ วัย 102 ปี ไปรอรับเสด็จ
ณ จุดรับเสด็จห่างจากบ้าน 700 เมตร โดยลูกหลานได้จัดหาดอกบัวสายสีชมพูให้แม่เฒ่าจำนวน 3 ดอก
และพาออกไปรอที่แถวหน้าสุดเพื่อให้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทที่สุด
เปลวแดดร้อนแรงตั้งแต่เช้าจนสาย เที่ยงจนบ่าย แผดเผาจนดอกบัวสายในมือเหี่ยวโรย
แต่หัวใจรักภักดีของหญิงชรายังเบิกบาน เมื่อเสด็จฯ มาถึงตรงหน้า แม่เฒ่าได้ยกดอกบัวสายโรยรา
สามดอกนั้นขึ้นจบเหนือศีรษะแสดงความจงรักภักดีอย่างสุดซึ้ง พระเจ้าแผ่นดินทรงโน้มพระองค์
อย่างต่ำที่สุด จนพระพักตร์แนบชิดกับศีรษะของแม่เฒ่า ทรงแย้มพระสรวลอย่างเอ็นดู
พระหัตถ์แตะมือกร้านคล้ำของเกษตรกรชราชาวอีสานอยางอ่อนโยน
 
เป็นคำบรรยายเหมือนไม่จำเป็น สำหรับภาพที่ไม่จำเป็นต้องบรรยาย ไม่มีใครรู้ว่าทรงกระซิบคำใด
กับแม่เฒ่า แต่แน่นอนว่าแม่เฒ่าไม่มีวันลืม
เช่นเดียวกับที่ในหลวงไม่ทรงลืมราษฎรคนสำคัญที่ทรงพบริมถนนวันนั้น หลานและเหลนของแม่เฒ่าเล่าว่า "หลังจากเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพฯ แล้ว ทางสำนักพระราชวังได้ส่งภาพรับเสด็จ
ของแม่เฒ่าตุ้ม พร้อมทั้งพระบรมรูปหล่อด้วยปูนพลาสเตอร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระราชทานมาทางอำเภอพระธาตุพนมให้แม่เฒ่าตุ้มไว้เป็นที่ระลึก"
พระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้นี้ อาจมีส่วนชุบชูชีวิตให้แม่เฒ่ายืนยาวขึ้นอีกด้วยความสุขต่อมาอีก
ถึงสามปีเต็ม ๆ แม่เฒ่าตุ้ม จันทนิตย์ ราษฎรผู้โชคดีที่สุดคนหนึ่งในรัชกาลที่ 9 สิ้นอายุขัยอย่างสงบ
ด้วยโรคชราเมื่ออายุได้ 105 ปี
ข้อมูลจาก "แม่เฒ่าตุ้ม จันทนิตย์" ภาคพิเศษโดย คุณหญิงศรีนาถ สุริยะ วารสารไทย 

******************************************************
"เขาเดินมาเป็นวัน ๆ"
...มีอยู่ครั้งนึง ข้าพเจ้าอายุ 18 ปี ได้ตามเสด็จ...ตอนนั้นเป็นช่วงหลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรทุกจังหวัดและอำเภอใหญ่ๆ ก็เสด็จฯ ประมาณ 9 โมงเช้า เสด็จออกทรงเยี่ยมราษฎร
มาเรื่อย ๆ ทีนี้ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่า แหม นานเหลือเกิน ตอนนั้นยังไม่กางร่ม ตอนนั้นยังไม่ค่อยกลัวแดด
ไม่ใส่หมวก ก็รู้สึกแดดเปรี้ยง หนังเท้านี้รู้สึกไหม้เชียว ก็เดินเข้าไปกระซิบท่านว่า พอหรือยัง ก็โดนกริ้ว
นี่เห็นไหมราษฎรเขาเดินมาเป็นวัน ๆ เพื่อมาดูเราแม้แต่นิดเดียว แต่นี่เรายืนอยู่ไม่เท่าไรล่ะ
ตอนนี้ทนไม่ไหวเสียแล้ว..
พระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ วันที่ 11 ส.ค. 2534 

******************************************************
"ต่อไปจะมีน้ำ"
บทความ "น้ำทิพย์สาดเป็นสายพรายพลิ้วทิวงาม ทั่วเขตคามชื่นธารา" เขียนโดย มนูญ มุกข์ประดิษฐ์
ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 5 ธ.ค.2528 ได้เล่าให้ผู้อ่านชาวไทยได้ประจักษ์ถึงเรื่องอัศจรรย์
ของ 
"ในหลวง" กับ "น้ำ" ที่เกิดขึ้นในคำวันหนึ่งของเดือน ก.พ.2528
ด้วยความทุกข์ที่เปี่ยมล้นใจอันเนื่องมาจากต้องเผชิญความแห้งแล้งอย่างหนัก หญิงชราคนนึ่งที่มาเข้าเฝ้าฯ
รับเสด็จได้คลานเข้ามากอดพระบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กราบบังคมทูลด้วยน้ำตาอาบแก้ม
ขอพระราชทานน้ำ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสตอบว่า 
ยายไม่ต้องห่วงแล้วนะ ต่อไปนี้จะมีน้ำ เราเอาน้ำมาให้
แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระดำเนินกลับไปยังรถพระที่นั่งซึ่งจอดห่างออกไปราว 5 เมตร ปรากฎว่าท่ามกลางอากาศที่ร้อนแล้ง จู่ ๆ ก็เกิดฝนตกลงมาเป็นครั้งแรกในรอบปี ทำให้ผู้ตามเสด็จ
และราษฎรในที่นั้นถึงกับงุนงงไปตาม ๆ กัน 


******************************************************
เก็บร่ม"
การเสด็จพระราชดำเนินทุกครั้ง แม้จะต้องเผชิญกับแดดร้อนหรือลมแรง ราษฎรก็ไม่เคยย้อท้อ
ที่จะอดทนรอรับเสด็จให้ถึงที่สุด แม้ฝนจะตกหนักแค่ไหนก็ไม่มีใครยอมกลับบ้าน
ร้อยเอกศรีรัตน์ หริรักษ์ เล่าไว้ในบทความ "พระบารมีปกเกล้าฯ ที่อำเภอท่ายาง" ตีพิมพ์ในหนังสือ "72 พรรษาราชาธิราชเจ้านักรัฐศาสตร์" ว่า ครั้งหนึ่งที่โครงการห้วยสัตว์ใหญ่ เมื่อเฮลิคอปเตอร์
พระที่นั่งมาถึง ปรากฎว่าฝนตกลงมาอย่างหนัก ราษฎรและข้าราชการที่มาเข้าแถวรอรับเสด็จต่างเปียกปอน
กันหมด แต่ก็ยังตั้งแถวเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่อย่างนั้น
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ นายตำรวจราชองค์รักษ์ที่ตามเสด็จ
ได้เข้าไปกางร่มถวายทรงทอดพระเนตรเห็นบรรดาข้าราชการและราษฎรที่มายืนตั้งแถวรอรับเสด็จอยู่
ต่างก็เปียกฝนโดยทั่วกัน
"จึงมีรับสั่งให้นายตำรวจราชอครักษ์เก็บร่ม แล้วทรงพระดำเนินเยี่ยมข้าราชการและราษฎร
ที่เข้าแถวรอรับเสด็จ โดยทรงเปียกฝนเช่นเดียวกับข้าราชการ และราษฎรทั้งหลายที่ยืนรอ
รับเสด็จในขณะนั้น" 

******************************************************
"สิ่งที่ทรงหวัง"
ครั้งหนึ่งขณะเสด็จฯ เยี่ยมเยียนราษฎรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้สื่อข่าวต่างประเทศคนหนึ่ง
ได้ขอพระราชทานสัมภาษณ์ และได้กราบบังคมทูลถามว่า การที่เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรและมีโครงการ
ตามพระราชดำริเกิดขึ้นมากมายนั้น ทรงหวังว่าจะให้คอมมิวนิสต์น้อยลงใช่หรือไม่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรบสั่งตอบว่า มิได้ทรงสนพระทัยว่าคอมมิวนิสต์จะน้อยลงหรือไม่
แต่ทรงสนพระทัยว่าประชาชนของพระองค์จะหิวน้อยลงหรือไม่ 

******************************************************
"รักถึงเพียงนี้" และ "จุดเทียนส่งเสด็จ"
บทความชื่อ "แผ่นดินร่มเย็นที่นราธิวาส" ตีพิมพ์ในนิตยสาร "สู่อนาคต" ฉบับพิเศษเนื่องในวันเฉลิมฯ
ได้เล่าย้อนให้เราได้เห็นภาพความยากลำบากในการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรทางภาใต้เมื่อหลายปีก่อน
โดยเฉพาะช่วงก่อนสร้างพระราชตำหนักทักษิณราชนิเวศน์นั้น เป็นที่รู้กันว่าจังหวัดนราธิวาสชุกชุม
ไปด้วยโจรร้าย โจรปล้นสะดมและพวกโจรเรียกค่าไถ่ ถึงขนาดที่ในหลาย ๆ หมู่บ้านนั้น แม้แต่
เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ไม่กล้าย่างกรายเข้าไป
ทว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักในทุกข์อันลึกล้ำของชาวบ้าน ที่ทั้งทุกข์เพราะยากจน
และทุกข์เพราะภัยคุกคาม จึงได้เสด็จฯลงไปเยี่ยมเยียนเป็นขวัญกำลังใจให้ราษฎรของพระองค์
โดยไม่ทรงหวาดหวั่น บางวันถึงกับเสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์โดยปราศจากกำลังอารักขา และบางหมู่บ้านตำรวจเพิ่งถูกคนร้ายแย่งปืนแล้วยิ่งตายก่อเสด็จไปถึงเพียงไม่กี่ชั่วโมง
ี้ จึงไม่แปลกที่หญิงชราคนหนึ่งในหมู่บ้านหนึ่งของอำเภอรือเสาะจะ เข้ามาเกาะพระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร้องไห้แล้วบอกว่า 

" ไม่นึกเลยว่าพระเจ้าอยู่หัวเป็นคนไทยชาวพุทธ จะมารักมุสลิมได้ถึงขนาดนี้"..
บทความเดียวกันได้เปิดเผยต่อไปอีกว่า ที่อีกหมู่บ้านหนึ่งในอำเภอเดียวกันนั้น
โต๊ะครูได้พาพรรคพวกมายืนรอรับเสด็จแล้วพูดขึ้นว่า
" ..รายอกลับไปเถอะ ประไหมสุหรีกลับไปเถิด ประเดี๋ยวพวกโจรจะลงจากเขา..."
และเมื่อถึงเวลาเสด็จฯ กลับที่มืดสนิทอย่างน่ากลัว โต๊ะครูกับชาวบ้านก็พากันมาจุดเทียน
ส่งเสด็จตลอดเส้นทางอันตราย ด้วยความห่วงใยใน "รายอ" และ "ประไหมสุหรี" หรือ
พระราชาพระราชินีของพวกเขาอย่างสุดซึ้ง 

******************************************************
"รถติดหล่มกับถนนสายนั้น"
หากย้อนกลับไปค้นหาจุดเริ่มต้นของพระราชกรณียกิจในด้านการพัฒนาแล้ว ชื่อของ "ลุงรวย"
และ 
"บ้านห้วยมงคล" คือสองชื่อที่ลืมไม่ได้ เรื่องราวของ "ลุงรวย" เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2495
หรือมากกว่าห้าสิบปีล่วงมาแล้ว ที่บ้านห้วยมงคล ตำบลหินเหล็กใน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
บ้านห้วยมงคลนี้อยู่ทั้ง "ใกล้และไกล" ตลาดหัวหิน ใกล้เพราะระยะทางที่ห่างกันนั้นไม่กี่กิโลเมตร
แต่ไกลเพราะไม่มีถนน หากชาวบ้านจะขนพืชผักไปขายที่ตลาดต้องใช้เวลาเป็นวัน ๆ
ห่างไกลความเจริญถึงเพียงนี้ แต่วันหนึ่งกลับมีรถยนต์คันหนึ่งมาตกหล่มอยู่ที่หน้าบ้านลุงรวย
เมื่อเห็นทหารตำรวจกว่าสิบนายระดมกำลังกันช่วยรถคันนั้นขึ้นจากหล่ม ลุงรวยผู้รวยน้ำใจสมชื่อ
ก็กุลีกุจอออกไปช่วยทั้งงัด ทั้งดัน ทั้งฉุด จนที่สุดล้อรถก็หลุดจากหล่ม
เมื่อรถขึ้นจากหล่มแล้ว ลุงรวยจึงได้รู้ว่ารถคันที่ตัวทั้งฉุดทั้งดึงนั้นเป็นรถยนต์พระที่นั่ง
และคนในรถนั้นคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระราชินีนาถ
แม้จะตื่นเต้นตกใจที่ได้เฝ้าฯ ในหลวงอย่างไม่คาดฝัน แต่ลุงรวยก็ยังจำได้ว่าวันนั้น "ในหลวง" มีรับสั่ง
ถามลุงว่า 
"หมู่บ้านนี้มีปัญหาอะไรบ้าง.."
ลุงได้กราบบังคมทูลว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดคือไม่มีถนน จึงนอกจากจะโชคดีได้รับพระราชทาน
"เงินก้นถุง" จำนวน 36 บาท ซึ่งลุงนำไปเก็บใส่หีบบูชาไว้เป็นสิริมงคลจนถึงทุกวันนี้แล้ว
อีกไม่นานหลังจากนั้น ลุงรวยก็ได้เห็นตำรวจพลร่มกลุ่มหนึ่งเข้ามาช่วยกันไถดินที่บ้านห้วยมงคล
และเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น 
ชาวบ้านก็ได้ถนนพระราชทาน ถนนห้วยมงคลที่ทำให้ชาวไร้ห้วยมงคล
สามารถขนพืชผักออกมาขายที่ตลาดหัวหินได้ภายในเวลาเพียง 20 นาที 

******************************************************
"สามร้อยตุ่ม"
มีหลายหนที่ทรงงานติดพันจนมืดสนิท ท่ามกลางฝูงยุงที่รุมตอมเข้ามากัดบริเวณพระวรกาย รอบพระศอ
พระกร พระพักตร์ รวมทั้งแมลงตาง ๆ ที่เข้ามารุมรบกวนพระองค์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะยังทรงทอดพระเนตรแผนที่อยู่ภายใต้แสงไฟฉาย ที่มีู้ส่องถวาย
อย่างไม่สะดุ้งสะเทือน อย่างมากที่ทรงทำคือโบกพระหัตถ์ปัดไล่เบา ๆ เท่านั้น
ครั้งหนึ่งทรงมีรับสั่งเล่าเรื่อง "ยุง" ด้วยพระอารมณ์ขันว่า
"..ที่บางจาก แต่ไม่มีจากหรอกนะ ยุงชุมมากเลย ไปยืนดูแผนที่ เลยโดนยุงรุมกัดขาทั้งสองข้าง
กลับมาขาบวมแดง ไปสกลนครกลับมาแล้วถึงได้ยุบลง มองเห็นเป็นตุ่มแตง ลองนับดูได้ข้างละ
ร้อยห้าสิบตุ่ม สองข้างรวมสามร้อยพอดี.." 

******************************************************
"น้ำท่วมครั้งนั้น"
วันที่ 7 พ.ย. 26 ขณะที่ชาวกรุงเทพมหานครส่วนหนึ่งกำลังทนทุกข์หนักกับสภาพน้ำท่วมขัง
น้อยคนที่จะรู้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกำลังทรงพยายามหาหนทางบรรเทาทุกข์ให้พวกเขา
อยู่อย่างเงียบ ๆ
วันนั้นรถพระที่นั่งแวนแวคคอนเนียร์ แล่นออกจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ราวบ่ายสองโมงเศษ
สู่ถนนศรีอยุธยาเลี้ยวขวาเข้าถนนเพชรบุรี มุ่งสู่ถนนบางนาตราด ไม่มีหมายกำหนดการ ไม่มีการปิดถนน
แม้แต่ตำรวจท้องที่ก็ไม่ทราบล่วงหน้า
รถยนต์พระที่นั่งชะลอเป็นระยะ ๆ เพื่อทรงตรวจดูระดับน้ำ จนเมื่อถึงคอสะพานสร้างใหม่ที่คลองลาดกระบัง
จึงเสด็จลงจากรถยนต์พระที่นั่งเพื่อทรงหารือกับเจ้าหน้าที่ที่ตามเสด็จ
ทรงฉายภาพด้วยพระองค์เอง ทรงกางแผนที่ทอดพระเนตรจุดต่าง ๆ จนถึงเวลาบ่ายคล้อย
รถยนต์พระที่นั่งจึงแล่นกลับ เมื่อถึงสะพานคลองหนองบอน รถพระที่นั่งหยุดเพื่อให้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงฉายภาพบริเวณน้ำท่วม และทรงศึกษาแผนที่ร่องน้ำอีกครั้ง
ปรากฎว่าชาวบ้านทราบข่าวว่า "ในหลวงมาดูน้ำท่วม" ต่างก็พากันมาชมพระบารมีนับร้อย ๆ คน
จนทำให้การจราจรบนสะพานเกิดการติดขัด 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องทรงโบกพระหัตถ์
ให้รถขบวนเสด็จผ่านไปจนเป็นที่เรียบร้อยด้วยพระองค์เอง! 

******************************************************
"เชื่อมั่น"
เย็นย่ำแล้วแต่ขบวนรถยนต์พระที่นั่งยังไม่หมดภารกิจ เมื่อรถวิ่งกลับมาทางถนนพัฒนาการ
ทรงแวะฉายภาพบริเวณคลองตัน ทอดพรเนตรระดับน้ำแล้วทรงวกกลับมาที่คลองจิก
เวลานั้นฟ้ามืดแล้วเพราะเป็นเวลาจวนค่ำ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงนำไฟฉายส่วนพระองค์
ออกมาส่องแผนที่ป้องกันน้ำท่วม และแนวพนังกั้นน้ำอยู่เป็นเวลานาน
 กลายเป็นอีกภาพหนึ่งที่สร้าง
ความตื้นตันใจแก่ประชาชนชาวกรุงเทพฯ อย่างยิ่ง
ประชาชนคนหนึ่งในละแวกเคหะนคร 1 แขวงบางบอน เขตประเวศ บอกว่า
"รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ทรงห่วงใยทุกข์ของราษฎร เสด็จฯ มาแก้ไขปัญหา
น้ำท่วมด้วยพระองค์เอง พวกเราถึงจะทนทุกข์เพราะน้ำท่วมขังเน่ามาเป็นเวลานานก็เชื่อมั่นว่า
พระองค์ทรงช่วยพวกเราได้อย่างแน่นอน" 


******************************************************
"ฉันทนได้"
ในเดือนหนึ่งของปี 2528 พระทนต์องค์หนึ่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหักเฉียดโพรงประสาทฟัน
พระทนต์องค์นั้นต้องการการถวายการรักษาเร่งด่วน แต่ขณะนั้นกรุงเทพฯ ก็กำลังประสบปัญหาอุทกภัย
ต้องการการบรรเทาทุกข์เร่งด่วนเช่นกัน

เมื่อทันตแพทย์เข้ามาถวายการรักษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งถามว่า 
"จะใช้เวลานานเท่าใด"
ทันตแพทย์กราบบังคมทูลว่า อาจต้องใช้เวลา 1-2 ชม.
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า
"ขอรอไว้ก่อนนะ ฉันทนได้ วันนี้ขอไปดูราษฏรและช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำท่วมก่อน" 
ขอพระองค์ทรงพระเจริญ
****************************

ที่มาของข้อมูล http://www.oknation.net/blog/print.php?id=148027
ประเพณีเลี้ยงผีขุนน้ํา (เลี้ยงผีฝาย)

ประเพณีเลี้ยงผีขุนน้ําเปนประเพณีที่แสดงถึงความกตัญูตอแมน้ําลําธารที่มีตอการทํามาหากิน
ของชาวบานโดยเฉพาะในเขตอําเภอทุงหัวชาง อําเภอบานโฮง อําเภอลี้ อําเภอบานธิ ในจังหวัดลําพูน
เนื่องจากประชากรสวนใหญยังมีอาชีพการเกษตรเป นหลัก จึงตองมีการพึงพาอาศัยน้ําจากแมน้ําลําธารในการทําการเกษตร
คําวา ผี หมายถึง คงหมายถึงวิญญาณหรือสิ่งที่สิงสถิตอยูในที่นั้นๆ
คําวา ขุน หมายถึง ความเปนใหญ ตนตอ ประธานหรืออารักษ
คําวา น้ํา มีความหมายเปนที่รูจักกันดีแลว แตในที่นี้หมายเอาแมน้ําลําคลอ ง เหมืองฝาย
เพราะฉะนั้น คําวา “ผีขุนน้ํา”หมายถึง สิ่งที่สถิตอยูตามตนน้ําลําธาร หรืออารักษตนน้ําลําธารอันมีหนาที่
ปกปองรักษาตนน้ําลําธารนั่นเอง ตัวอยาง เชน อารักษแมปง หรือขุนน้ําแมปง
การจัดพิธีเลี้ยงผีขุนน้ําสวนใหญจะจัดขึ้นในเดือนเกา  (มิ ถุนายน) หรือบางหมูบานจะมีการทํากอน
การทํานาเปนประจําทุกป กอนทําการเลี้ยงตองมีการประชุมกันกอนระหวางลูกเหมือง (หมายถึง ผูที่ใชน้ํา
ในแมน้ําลําธารนั้นๆ ทําการเกษตร ) เมื่อประชุมตกลงกันและหาฤกษงามยามดีกันเปนที่เรียบรอยแลวก็จะมีการเรี่ยไรเงิน เพื่อจัดซื้อ เครื่องสังเวยตางๆ ซึ่งประกอบดวย เทียน 4 เลม ดอกไม 4 สวย (กรวย) พลู 4 สวย หมาก 4 ขดหรือ 4 กอม ( 1 ขดเอามาตัดครึ่งเทากับ 1 กอม) ชอขาว (ธง) 8 ผืน มะพราว 2 คะแนง กลวย 2 หวี ออย 2 เลม หมอใหม 1 ใบ แกงสมแกงหวาน หัวหมู ไกตม สุรา และโภชนาหาร 7 อย าง รวมทั้งเมี่ยงและบุหรี่ เปนตน
      ในการประกอบพิธีบวงสรวงเซนไหวผีขุนน้ํา เนื้อสัตวคือเครื่องเซนไหวสําคัญที่หัวหนาเหมืองฝาย
พรอมกับสมาชิกจะตองเตรียมไว ซึ่งจํากัดเพียง 3 ชนิดเทานั้น ในแตละปจะสับเปลี่ยนหมุนเวียนกัน เชน ปนี้เซนไหวดวยหมู ปหนาจะต องเปนไก และปตอไปก็ตองเปนวัว
เชาตรูของวันแรม  ๙ ค่ํา เดือน ๙ แกฝายพรอมดวยพรอมสมาชิกที่ไดรับมอบหมายใหจัดทําเครื่อง
บวงสรวง จะตองไปถึงจุดน้ําหมายกอน เพื่อจัดการฆาสัตวที่จะนําไป เซนไหว หลังจากชําแหละแลวก็ชวยปรุงอาหารทําเปน 2 ประเภท คือทําแกงหนึ่งอยาง ชาวบานเรียกวา”แกงออม”และทําลาบดิบอีกอยางหนึ่งสวนที่เหลือก็จะเซนไหวเปนเนื้อสด ทําเหมือนกันทั้ง 3ชนิด ไมวาจะเปนเนื้อวัว หมูหรือไก
เมื่อจัดการแตงดาเครื่องสังเวยพรอมแลว ก็ทําชะลอมขึ้น  3 ใบ สําหรับใสเครื่องสังเวยตางๆที่
จัดเตรียมไว ชะลอม 2 ใบแรกใหคนหาบไป สวนใบที่ 3 นั้นใหคอนไป แลวใหทําศาลขึ้นหลังหนึ่ง ณ ที่ตนน้ําลําธารสําหรับที่จะเลี้ยงนั้น ประกอบดวยหลักชางหลักมา ปกอยูใกลๆศาลแลวนําเอาเครื่องสังเวยตางๆขึ ้นวางบนศาลนั้น แลวทําพิธีกลาวอัญเชิญเทวดาอารักษตลอดถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผี สางตางๆอันประจํารักษาอยู่ณ ตนน้ําลําธารที่นั้นใหไดรับรูแลวมารับเอาเครื่องสังเวยตางๆ ตลอดจนของใหสิ่งศักดิ์สิทธิ์อํานวย  อวยพรใหมีน้ําอุดมสมบูรณ มีฝนตกตองตามฤดูกาล ซึ่งกลาวเปนภาษาเหนือวา  “ขออัญเจินผีแพะผีปา ขุนหลวงมะลังกะ แมธรณี เจาตี้เจาดิน  เทวดาอารักษตังหลายอันปกปกรักษายังปาไมตนน้ําลําธาร เหมืองฝาย ภูผาปูดอย จุงชวยปลอยน้ําปลอยฝนตกลงมาหื้อชาวบานชาวเมือง สัตวตั๋วหนอยตั๋วใหญ สัพพะทั้งหลายจุงหื้อมีน้ํากินน้ําใช หื้อพิซซะขาวกลาจุงปนอุดมสมบูรณงามดี อยาไดมีศัตรูหมู ของรานมากวนมาควีแตเตอะ ”เปนตนตอจากนั้นพอตั้งเครื่องสังเวยมานานพอสมควรแลว สมมุติวาเจาที่เจาทาง ผีสางอารักษทั้งหมายรับเครื่องสังเวยอิ่มแลวก็นําเอาเครื่องสังเวยเหลานั้นมาแบงปนกันกินตอไปเปนเสร็จพิธี พิธีกรรมเลี้ยงผีขุนน้ําของชาวอําเภอบานธิมี ความแตกตางไปจากพิธีกรรมขางตน ซึ่งจากคําบอกเลาของผูเฒาผูแกในหมูบานไดเลาวา
      จุดเลี้ยงผีขุนน้ําในสมัยโบราณจะเปนตนไฮ  (ตนไทร) ในปจจุบันจะอยูตรงบริเวณกึ่งกลางของสันเขื่อนของอางเก็บน้ําแมธิ ในการประกอบพิธีจะเริ่มขึ้นเชาตรูของวันแรม  9 ค่ํา เดือน 9เมื่อทุกคนพรอมกันที่จุดหมาย  “ปูจาน”(อาจารย /ผูนําในการประกอบพิธีกรรม) จะประกอบพิธีขึ้นทาวทั้งสี่ หรือที่ชาวบานเรียกวา  “เตาตังสี่ ”ซึ่งประกอบดวย สะตวง จํานวน  6 อัน สะตวงทําดวยกาบกลวย ตัดยาวประมาณ 4 นิ้วทําเสาปกตรงกลาง สูงพอประมาณ สามารถที่ตะวางกระทงเย็บเหลี่ยม ทําดวยใบตองกลวยแลวปกลงพื้นดินในจุดบริเวณทําพิธี ดังภาพ

      สะตวงหมายเลข 5 เปนสะตวงที่เรียกวา หอพระอินทร มีสัญลักษณคือปกดวยฉัตรทรงกลมสีเขียว
ในกระทง ใสขางเหนียวเปนลูกกลมๆพรอมดวยกลวยสุก  1 ลูกสะตวงหมายเลข 6 เปนสะตวงสําหรับอัญเชิญเทพทั้งสี่ คือ เทวดาที่รักษาน้ํา รักษาปา รักษาดินแดนและอากาศ ใหมารับรูถึงการประกอบพิธีของชาวบานเมื่อทําพิธีขึ้นทาวทั้งสี่ แลว ปูจาน ก็จะให แกฝาย(หรือหัวหนาเหมืองฝาย ผูนําที่ตองรับผิดชอบประเพณีเลี้ยงผีขุนน้ํา ) นําเครื่องเซนไหว ประกอบดว ย เนื้อสัตวทั้งสุกและดิบ สุรา  2 ขวดขึ้นไป วางไวบนแครที่จัดทําไว ปูจาน จะจุดเทียนทั้ง  2 เลม ซายขวา จุดธูป 1 กํามือ แจกจายใหผูเขารวมพิธีนํามาปกไวตรงกลางระหวางเทียนทั้ง  2 เลม การปกเทียน ธูป ทั้งสามจุดนี้มีความหมายถึง ใหความเคารพและระลึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ เมื่อจุดเทียนธูปแลว ปูจานจะกลาวคําอัญเชิญเทวดา เพื่อใหมาชุมนุม รับเครื่องเซนไหวของชาวบาน เมื่อจบแลวกลาวคําแผเมตตา เปนการเสร็จพิธีของปูจาน ชาวบานที่เขารวมพิธีจะรอจนกระทั่งเทียนที่จุดไวใหเหลือพอประมาณ ก็อถือวาเทวดาหรือผีขุนน้ําอิ่ม ชาวบานที่เขารวมพิธีก็จะนําเครื่องบวงสรวงมาแบงกัน ทําอาหารและรับประทานรวมกัน ถืออันเปนเสร็จสิ้นประเพณีการเลี้ยงผีขุนน้ํา
            ดังนั้นจะเห็นวาประเพณีการเลี้ยงฝายหรือผีขุนน้ํานี้ นอกจากจะมีความสําคัญในดานเปนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ทําใหเกษตรกรเ กิดกําลังใจในการทําการเกษตรแลว ยังชวยปลูกจิตสํานึกใหเกษตรเห็นความสําคัญของแหลงตนน้ําลําธาร ชวยกันดูแลรักษาไมใหแหลงตนน้ํานั้นถูกทําลาย รวมถึงรักษาระบบนิเวศอื่นๆที่มีผลตอตนน้ําลําธารนั้นดวย เชน ไมตัดไมทําลายปา ไมทําไรเลื่อนลอย ไมเผาปา เปนต น ทําให้สิ่ งมีชีวิตตางๆในระบบนิเวศเหลานี้ไมถูกทําลายไปดวย เนื่องจากพิธีกรรมดังกลาวทําใหเกษตรกรเกิดความกลัววาจะไดรับเคราะหกรรมหรือถูกลงโทษจากเทพยดาฟาดินที่ปกปองดูแลแหลงน้ําอยู จึงไมกลาทําลายแหลงตนน้ําลําธาร ดังนั้นจะเห็นวาบางพิธีกรรมหรือบางประเพณีตางๆ ที่ เกี่ยวของกับการทําการเกษตรที่มีสืบทอดมาตั้งแตอดีตนั้นมีประโยชนตอการรักษาระบบนิเวศ ชวยใหคนไมทําลายระบบนิเวศและยังชวยใหคนดูแลรักษาระบบนิเวศนี้ใหคงอยูดวย

ศูนย์ข้าวชุมชน

         ข้าวจัดเป็นอาหารหลักของคนไทย และยังเป็นอาชีพของเกษตรกรชาวไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ ปัจจุบันประเทศไทยนอกจากจะผลิตข้าวเพื่อการบริโภคในประเทศแล้ว ยังมีการส่งออกข้าวเพื่อไปจำหน่ายยังต่างประเทศกันอีกด้วย และข้าวของประเทศไทยก็เป็นข้าวที่ชื่อเสียงอยู่หลายชนิด โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิของประเทศไทยจะเป็นข้าวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในต่างประเทศ
http://www.farmthailand.com/1053

วิธีการปลูกผักหวานป่า การปฏิบัติดูแล และ เพาะเมล็ดผักหวานป่าในพื้นที่ราบ

ผักหวาน โดยส่วนมากเรารู้จัดกันแต่ผักหวาน แต่บางคนอาจยังไม่ทราบว่ามีผักหวานกี่ชนิด ซึ่งที่อร่อยและมีราคาแพงก็จะเป็น ผักหวานป่า เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ต้นที่โตเต็มที่อาจสูงถึง 13 เมตร 
ส่วนที่พบโดยทั่วไปที่นำมาปลูกจะอยู่ที่ขนาดเล็ก หรือเป็นไม้พุ่ม เนื่องจากมีการหักกิ่งเด็ดยอดเพื่อกระตุ้นให้เกิดกิ่งและยอดอ่อนซึ่งเป็นส่วนที่ใช้บริโภค 
http://www.farmthailand.com/webboard/forum.php?mod=viewthread&tid=183


ร่วมแรงแข็งขัน


*กลุ่มผู้ใชน้ำฝายเหมืองอุดม ร่วมแรงกันทำฝายกั้นน้ำแม่น้ำคำ
(ชั่วคราว)ฝายกระสอทราย เพื่อทำนาปรังปีนี้ 2555




*นำกระสอบมาวาง ตอกหลักไม้ไผ่กันน้ำพัด
*แต่กันคนไม่ได้






*ผลงานพอใจ







เวียงหนองหล่ม

*เวียงหนอลหล่ม เป็นพื้นที่ชุมน้ำที่มีความสำคัญแห่งหนึงของจังหวัดเชียงราย
*ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ให้ความสำคัญ ถือว่าเป็นโชคดี เวียงหนองหล่ม
*มีสื่อหลายแหล่งพูดถึง ขอบคุณครับ.................

      เตรียมพัฒนา “เวียงหนองล่ม” ฟื้นตำนานเมืองล่มจากเหตุแผ่นดินไหวใหญ่บนรอยเลื่อนแม่จัน เมื่อ 1,000 ปีก่อน พร้อมดันขึ้นชั้นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และวัฒนธรรม เผยเคยพบโบราณวัตถุเพียบ

      นายทนงศักดิ์ ทองแสน นายกเทศมนตรี ต.จันจว้า กล่าวว่า สภาพปัจจุบันของเวียงหนองหล่มหรือ หนองล่ม ตั้งอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่ เขตติดต่อ ต.ท่าข้าวเปลือก อ.แม่จัน ต.โยนก อ.เชียงแสน และ ต.จันจว้า อ.แม่จัน ยังรกด้วยวัชพืชและไม่มีการกำหนดขอบเขตให้มั่นคง จึงมีคนพยายามจะรุกล้ำเข้าไปครอบครองอย่างต่อเนื่องดังนั้น เทศบาลจึงพยายามเข้าไปปรับปรุงในหลายด้าน เช่น พัฒนาแหล่งน้ำ ปรับภูมิทัศน์ พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตและวัฒนธรรม การจัดทำพิพิธภัณฑ์โบราณวัตถุ ฯลฯ
      โดยเฉพาะตำนานของเวียงหนองหล่ม และประวัติศาสตร์ความเป็นเมืองเก่าแก่ที่ล่มสลายลงจนกลายเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเกี่ยวข้องทั้งตำนานและหลักธรณีวิทยาเรื่องแผ่นดินไหวครั้งใหญ่อันเกิดจากรอยเลื่อนแม่จันด้วย ซึ่งขณะนี้ได้มีการจัดทำแผนและรอการสนับสนุนด้านงบประมาณโดยร่วมกับจังหวัดต่อไป
      พ่อหนานเป็ง ปิ่นธรรมา มัคทายกวัดป่าหมากหน่อซึ่งเป็นมัคทายกของวัดมานานกว่า 36 ปี กล่าวว่า เวียงหนองหล่มเป็นสถานที่กว้างขวาง ที่มีผู้คนพบโบราณวัตถุต่างๆ เป็นประจำ และนำไปเก็บไว้ที่วัด ปัจจุบันจึงถูกเก็บรักษาไว้มากมาย แต่ยังไม่เป็นสัดเป็นส่วนมากนัก โดยถ้วย โถ โอ ชาม โลหะ ฯลฯ ที่เก็บได้นำไปไว้ที่ศาลาหลังเล็กๆ ส่วนดาบหรือพระแสง เศียรพญานาค เก็บไว้ในพระวิหารของวัด เป็นต้น
นอกจากนี้ ทางวัดได้มีการอนุรักษ์เวียงหนองหล่มด้วยการกำหนดให้พื้นที่รอบเกาะห่างออกไปในหนองน้ำประมาณ 50 เมตร ห้ามไม่ให้มีการล่าสัตว์ เพื่อให้เป็นเขตอภัยทานของสัตว์น้ำและนก
      “เมืองแห่งนี้มีเรื่องปาฏิหาริย์มากมาย เช่น คืนวันพระจะมีเสียงฆ้องกลอนแห่แหนทางทิศเหนือของทุ่งหนองคำซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเวียงหนองหล่ม หรือบางครั้งก็มีผู้พบพระพุทธรูปองค์ใหญ่หน้าตักกว้าง 9 ศอกในน้ำแต่ก็หายไป เป็นต้น” พ่อหนานเป็ง กล่าว
     รายงานข่าวแจ้งอีกว่า เวียงหนองหล่มนั้นมีตำนาน หรือพงศาวดารหลายเล่มเล่าตรงกันว่า เจ้าชายสิงหนวัติ พาผู้คนมาหาที่ตั้งเมือง พอมาถึงแม่น้ำโขง ก็พบนาคจำแลงเป็นชายมาบอกสถานที่สร้างเมือง จึงตั้งเมืองโยนกนาคพันสิงหนวัติ จนถึงสมัยพระเจ้ามหาไชยชนะ มีผู้คนจับปลาไหลเผือกได้ และนำมาแบ่งกันกินทั่วเมือง เว้นแต่หญิงม่ายนางหนึ่งไม่มีใครให้กิน ตกกลางคืนเกิดแผ่นดินไหว เมืองถล่มลงเหลือแต่บริเวณเกาะแม่ม่าย และเรียกเมืองนั้นว่าเวียงหนองล่ม แต่ตามหลักฐานปัจจุบันสันนิษฐานว่า เกิดแผ่นดินไหวจากรอยเลื่อนแม่จันเมื่อประมาณ 1,500 ปีก่อนวัดได้ 6.6 ริกเตอร์ จนทำให้เมืองล่มลงจนมีสภาพเป็นเมืองใต้หนองน้ำ ที่มีวัชพืชอยู่เต็มพื้นที่



ร่วมแรงทำฝายชั่วคราวปิดน้ำแม่คำ(ทำนาปรัง)

-กลุ่มผู้ใช้น้ำฝายเกมืองอุดม นำโดยนายเขียว เสนา(แก่ฝาย) พ่อหลวงวี และ ผู้ช่วย หัวเรือใหญ่ร่วมแรงเอาทรายใส่ถุงปุ๋ย กั้นน้ำแม่คำ(ทำฝายชั่วคราว)





 -ตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนหลับบ้าน






-ผลงานประทับใจ ปีหน้ามาใหม่
-มีผู้เฒ่าหลายท่านแนะนำให้ทำฝายหินทิ้งแทน เหมือนในอดีตที่เคยทำหันมาแล้ว กลุ่มผู้ใช้น้ำเห็นด้วยให้แก่ฝายดำเนินการต่อไป




-ระหว่างทางมีต้นไม้ล้มขวางลำเหมืองอุดม ต้องขอสนับสนุนจาก ทต.จันจว้า นำรถแบกโฮมาช่วยยกออก(ยังไม่รู้เมื่อไหร่จะมา?)

ซ่อมคันเหมิองขัวจ้วย

กลุ่มผู้ใช้น้ำฝายเหมืองอุดม ผู้นำ ร่วมมีอซ่อมคันเหมืองขัวจ้วย จนเสร็จ


ด้วยความสามัคคี ขอบขุนทุกคน

น้ำท่วมบ้านหัวฝาย ต.จันจว้า

สภาพน้ำท่วมบ้านหัวฝาย ส่วนหนึ่งของตำบลจันจว้า
ระดับน้ำท่วมถนนเส้นไปบ้านด้าย อ.แม่สาย(ข้าวแม่น้ำคำ)
สถาพน้ำท่ามที่นา


ถนนทางเข้าที่นาถูกน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี
หลังน้ำถ่วม ต้นข้าวเฉาตาย

ผลงานของน้ำแม่คำ ทางกลุ่มผู้ใชน้ำ ผู้นำ ได้นำเสนอให้ผู้ที่เกี้ยวข้องรับรู้และหาแนวทางแก้ไขและปรับปรุงต่อไป

น้ำท่วมบ้านหัวฝาย ต.จันจว้า

           น้ำท่วมบ้านหัวฝาย ต.จันจว้า อ.แม่จัน จ.เชียงราย เมื่อ 21 สค.54 ที่ผ่านมา เหตุเพราะระดับน้ำแม่น้ำคำหนุนสูงขึ้น ประกอบกับคัดกั้นน้ำเหมืองขัวจ้วยขาด พื้นที่นาเสียหายกว่า 1,000 ไร่( 95%)
 


น้ำข้าวถนนทางเข้าหมู่บ้าน

                                                             บริเวณคันลำเหมืองขาด

ผู้แทนพระองค์มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก สภากาชาติไทย มอบถุงยังชีพพระราชทานให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่เทศตำบลจันจว้า


วันที่ 23 สค.2554 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิตติยาภา ทรงห่วงใยผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ได้โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศเอก อนุพันธ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รองประธานมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นผู้แทนพระองค์มอบถุงยังชีพพระราชทานให้แก่ราษฎรผู้ประสบภัยพิบัติจากอุทกภัยในเขตเทศบาลจันจว้า อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย โดยมี นายสมชัย หทยะตันติ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และนางกมลวรรณ หทยะตันติ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้เกี่ยวข้องร่วมในพิธีร่วมมอบให้ ผู้ที่ได้รับความเสียหาย 2 ตำบล 23 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 750 ครัวเรือน และถวายแด่พระภิกษุสามเณร 35 ชุด นอกจากนี้ยังสาธิตการกรองน้ำดื่ม และจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ได้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปแก่ราษฏรที่ประสบอุทกภัยในครั้งนี้ด้วย

ผู้ร่วมให้เกียรติมอบถุงยังชีพ

ขอบพระคณครับ

ผู้ประสพภัยกว่า 750 ครัวเรือน

เกษตรมือใหม่

*เกษตรมือใหม่ครับ
*อยู่ ต.จันจว้าใต้ อ.แม่จัน เจียงฮาย
*เพิงไปขึ้นทะเบียนเกษตรมายังไม่เรียบร้อย
-ขอแบบฟรอม์ขึ้นทะเบียน ที่บ้านพ่อหลวง/สนง.เกษตร
-หนึ่งครอบครัว หนึ่งทะเบียนเกษตรกร
-เอกสาร(ทะเบียนบ้าน/ประชาชน,เอกสารที่ดินถ่ายหน้าหลัง/เช่าที่ดินเพิ่มสำเนาบัตรประชาชน เจ้าของที่)
*กำลังจะทำนาครับ ไม่ใช้สารเคมี(ถ้าไม่จำเป็น) ขอคำชี้แนะด้วยครับ ขอบคุณ

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพกับชุมชน

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพกับชุมชน
อสม.บ้านเรา

*โรคความดัน – เบาหวาน จะถือว่าเป็นโรคเดียวกันก็ว่าได้ ปัจจุบันคนเป็นกันมากและจะมากขึ้นเลื่อยๆ

*คุณวณิดา นาทะสัน ประธาน อสม.บ้านป่าสักหลวง ต.จันจว้าใต้ อ.แม่จัน จ.เชียงราย นำทีมงาน

และเจ้าหน้าที่ รพ.ส่งเสริมสุขภาพตำบลจันจว้าใต้ ลงพื้นที่ บ้านป่าสักหลวง ตรวจวัดความดัน และเบาหวานให้แก่ชาวบ้านกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็น โรคความดัน – เบาหวาน

*ทำงานด้วยความเข็มแข็ง ขอแสดงความยินดีกับชาวบ้านที่มี อสม.ดีๆให้ความสนใจสุขภาพชุมชน ขอบคุณครับ

ผ้าป่าพันธุ์พืชลุ่มน้ำแม่จัน - น้ำแม่คำ

1. ชื่อโครงการ ผ้าป่าเมล็ดพันธุ์พืช


2. หน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการ ชมรมอนุรักษ์พันธุ์พืชลุ่มน้ำแม่จัน – แม่คำ ร่วมกับ
เครือข่ายองค์กรชุมชนลุ่มน้ำแม่จัน แม่น้ำคำ

3. สถานที่ปฏิบัติงาน ณ วัดกิ่วพร้าว ตำบลจันจว้า อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

4. ระยะเวลาปฏิบัติงาน 18 มีนาคม 2554

5. หลักการและเหตุผล
           จากปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์พืชในการปลูกเพื่อสร้างอาหารในชุมชน การซื้อเมล็ดพันธุ์จากท้องตลาด เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะการผลิตที่เปลี่ยนไป เมล็ดพันธุ์พืชท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นเริ่มหายไป ที่ยังเหลือก็มีน้อย การจะช่วยสร้างหรือกระตุ้นการกลับมาใช้และรักษาเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่น จะเป็นการช่วยให้ชุมชนเกิดการพึ่งตนเองให้มากที่สุด การมีเมล็ดพันธุ์เป็นของตนเอง สามารถเก็บรักษาพันธุ์พืชของตนเองได้ โดยไม่ต้องไปซื้อเมล็ดพันธุ์จากท้องตลาดที่มีส่วนผสมของสารเคมี ชมรมอนุรักษ์พันธุ์พืชร่วมกับเครือข่ายองค์กรชุมชนลุ่มน้ำแม่น้ำจัน แม่คำ จึงร่วมกันจัดโครงการผ้าป่าเมล็ดพันธุ์พืช ซึ่งเป็นโครงการที่จะช่วยสนับสนุนให้เกิดพื้นที่ในการนำเมล็ดพันธุ์พืชมาแลกเปลี่ยนของแต่ละชุมชน เพื่อการเพิ่มและรักษาความหลากหลายทางพันธุ์พืชในท้องถิ่น ให้ยังคงสามารถสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ชุมชนได้

6. วัตถุประสงค์
1.เพื่อเป็นการสำรวจความหลากหลายของพันธุ์พืชที่มีในท้องถิ่น ในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่จัน แม่น้ำคำ
2.เพื่อศึกษาและรวบรวมพันธุ์พืชที่มีในท้องถิ่น

7. กลุ่มเป้าหมายของโครงการ

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจากชุมชนในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำแม่จัน แม่น้ำคำ จำนวน 300 คน

8. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1. เกิดการเก็บรวบรวมข้อมูลเรื่องพันธุ์พืชของท้องถิ่น
2. ชาวบ้านสามารถนำเมล็ดพันธุ์ของตัวเองมาแลกกับคนอื่น เพื่อเพิ่มความหลากหลายให้พันธุ์พืชในครัวเรือนตนเองได้
3. เกิดการอนุรักษ์พันธุ์พืชในท้องถิ่น เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารแก่ท้องถิ่นได้
คณะทำงานครับ

ฮ่วมเฮียนฮู้ วิถีพอเพียง ภาคเหนือ

โครงการรักษ์ป่า สร้างคน 84 ตำบลวิถีพอเพียง



ภาคเหนือเตรียมงานมหกรรม 84 ตำบลวิถีพอเพียง วันที่ 18-19-20 กุมภาพันธ์ 2554
ณ รร.วัดห้วยทราน ต.แม่ทา
อ.แม่ออน จ.เชีบงใหม่ภายใต้ชื่อ

" ฮ่วมเฮียนฮู้วิถีพอเพียง "
 
โดยมีวัตถุประสงค์


*เพื่อนำเสนอรูปธรรมวิถีพอเพียงภาคเหนือ

*เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่านตำบลวิถีพอเพียง ภาคเหนือ และภาคอีสาน

*เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างภาคีเครือข่ายวิถีพอเพียง

*เพื่อเรียนรู้ รูปแบบพลังงานทางเลือกที่เหมาะสม

ประเด็นการเรียนรู้

-ด้านพลังงานทางเลือกที่เหมาะสม

*ด้านเกษตรยั่งยืน

*ด้านสวัสดิการ กองทุน

*ด้านการจัดการทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า

*ด้านกลุ่มองค์กร(การจัดการตนเอง)

*ด้านเยาวชนคนรุ่ยใหม่

*ด้านการเลื้ยงสัตว์

*ด้านการเรียนรู้ กระบวนการจัดการศึกษาตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรียน
ประชุมวางแผนงาน

ดูพื้นที่จริง

ร่วมแสดงความคิดเห็น

จันจว้าคัพครั้งที่ 30

วันที่ 9 มกราคม 2545 มหกรรมกีฬาจันจว้าคัพ ครั้งที่ 30  เริ่มแล้ว
ขบวนนักกีฬาแต่ละหมู่บ้านเดินเข้าสนามแข่งขัน นำด้วยขบวนเยาวชนคนเก่งของเรา




นายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดมหกรรมกีฬาจันจว้าคัพ ครั้งที่ 30
มีนายทนงศักดิ์ ทองแสน นายกเทศมนตรีตำบลจันจว้ากล่าวรายงาน


หลังพิธีเปิด ก็เพิ่มพลังเตรียมลงสนามแข่งขัน(ข้าวซอย หนมเส้น เหมือนเดิม ของกินบ้านเฮา !)

ถ้วยรางวัลเต็มโต๊ะ แสดงความสามารถเต็ทที่